โรงละครเฉลิมชาติ

ผู้ออกแบบ: หมิว (จิตรเสน) อภัยวงศ์, พระสาโรชรัตนนิมมานก์
ปีที่สร้าง: ประมาณ พ.ศ. 2481-2485
สถานะปัจจุบัน: รื้อถอนแล้ว (ราว พ.ศ. 2490)

“โรงละครเฉลิมชาติที่สวนมิสกวัน รอยด่างพร้อยบนถนนแห่งความทันสมัย”

โรงละครเฉลิมชาติถือเป็นหนึ่งในโครงการเมกะโปรเจกต์ด้านวัฒนธรรมที่สำคัญในสมัยรัฐบาลคณะราษฎร โดยเกิดขึ้นมาก่อนการสร้างโรงละครแห่งชาติบนถนนราชินีที่รู้จักกันในปัจจุบัน และแม้จะมีหลักฐานว่าโรงละครแห่งนี้มีการก่อสร้างจนเกือบเสร็จสมบูรณ์ แต่ข้อมูลหลังจากนั้นก็แทบจะไม่ปรากฏอย่างแพร่หลายอีกเลย ราวกับอาคารหลังนี้ถูกลบหายไปในประวัติศาสตร์

แรกเริ่มก่อนจะมีโครงการสร้างโรงละครเฉลิมชาติ ที่ตั้งแห่งนี้เคยเป็นบริเวณโรงละครหลวงที่สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 6 อย่าง “โรงละครหลวงสวนมิสกวัน” ท่ามกลางความนิยมการละครของบรรดาเจ้านายและขุนนาง แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง มหรสพหลวงไม่ได้รับความนิยมดังเก่า โรงละครหลวงชำรุดทรุดโทรม หลวงสินธุสงครามชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้น จึงมีความคิดที่จะตั้งโรงละครแห่งชาติขึ้นมาบนตำแหน่งโรงละครหลวงเดิม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหลังวัดเบญจมบพิตร โดยมีทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ภายใต้การบริหารของรัฐบาลคณะราษฎรเข้ามารับผิดชอบ แบบเดียวกับกลุ่มอาคารบนถนนราชดำเนินกลาง และมีผู้ออกแบบคือ หมิว อภัยวงศ์ สถาปนิกคนสำคัญผู้มีส่วนร่วมในโครงการรัฐบาลคณะราษฎรมากที่สุดในช่วงเวลานั้น

ลักษณะสถาปัตยกรรมของโรงละครเฉลิมชาติเป็นรูปแบบทันสมัย เช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมคณะราษฎรที่ปรากฏทั่วไป ด้วยลักษณะเรียบเกลี้ยงอย่างสถาปัตยกรรมโมเดิร์น ที่เพิ่มรายละเอียดตกแต่งบางอย่างเช่น การทำลวดลายเลียนแบบหิน (Rustication) ตัวอาคารมีรูปทรงสมมาตร วางผังในแนวยาว มีการแบ่งพื้นที่เช่นเดียวกับโรงละครขนาดใหญ่ อาทิ ส่วนโถงทางเข้าหอประชุม และพื้นที่หลังเวทีที่มีการสร้างฟลายทาวเวอร์ สำหรับการยกเพดานสูงเหนือเวที และการจัดเก็บไฟและม่านประกอบการแสดง

หากโรงละครแห่งนี้เสร็จสมบูรณ์ อาจจะนับได้ว่าเป็นหนึ่งในโรงละครที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีแผนจะเปิดอย่างเป็นทางการในวันชาติ 24 มิถุนายน 2485 โดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นจะเป็นผู้มาทำพิธีเปิดด้วยตัวเอง แต่ก่อนวันเปิดไม่นานนักก็เกิดเหตุการณ์อาคารถล่มบางส่วนด้วยปัญหาโครงสร้าง จนนำมาสู่การสอบสวนจากคณะรัฐบาลจอมพล ป. และอธิบดีกรมตำรวจ จนพบว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมากส่อทุจริต มีการลดจำนวนเหล็กโครงสร้างและวัสดุก่อสร้างทำให้โครงสร้างอาคารอันตรายเกินกว่าจะใช้งานจริงได้ ผลของการสอบสวนนำมาสู่การปลดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากราชการ และมีการดำเนินคดี แม้ว่าจะไม่สามารถสืบหาหลักฐานเอาผิดกับตัวสถาปนิกได้ แต่จากเหตุการณ์ฉาวดังกล่าว ทำให้ หมิว อภัยวงศ์ ต้องปลีกตัวจากโครงการรัฐ และไม่ปรากฏว่ามีโครงการอาคารออกแบบขนาดใหญ่ที่ใดอีกเลย

เหตุการณ์ด่างพร้อยนี้ถือเป็นการคอร์รัปชันอีกเหตุการณ์หนึ่งในรัฐบาลคณะราษฎรที่สร้างความไม่พอใจให้กับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นอย่างมาก ดังที่ปรากฎในรายงานการประชุมสอบสวนที่จอมพล ป. เปรยว่าต้องการเปลี่ยนเป็น ‘มิวเซียมแห่งความเลว’

“…ผมเห็นว่าไม่ควนทำอะไร วันที่ 24 ผมจะไปเปิดป้ายจารึก พร้อมทั้งชื่อคนทำและคนควบคุมตลอดจนผู้รับผิดชอบและมอบไห้แก่จุลาลงกรนมหาวิทยาลัยเปนมิวเซียมแห่งความเลว คนที่ทุจริตต่อชาติจะได้จำไว้ว่าไม่ตาย ต่อไปคนจะได้ไม่โกงกัน คดีมีหย่างไรกัมการสอบสวนหย่างไร สาลตัดสินหย่างไร พร้อมทั้งรูปกัมการก่อส้างทุกคน จะได้ติดไว้โชว์ที่ตึกนี้ และเมื่อติดตะรางถูกจองจำหย่างไร ก็จะไห้ติดรูปไว้ไห้ประชาชนดูด้วย…”

ท้ายที่สุดจึงมีการให้หน่วยงานทรัพย์สินฯ ดัดแปลงโรงหนังที่เชิงสะพานผ่านฟ้าเป็นโรงละครแห่งชาติแทนที่ และได้มอบโรงละครเจ้าปัญหาหลังนี้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาใช้ประโยชน์อื่น แต่ท้ายที่สุดก็มีไม่มีการใช้งานใดๆ ทั้งจากปัญหาโครงสร้างอาคารเองและจากภาวะสงครามในปีเดียวกัน จนคาดว่าน่าจะมีการรื้อถอนภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง

อ้างอิง:
- ศรัญญู เทพสงเคราะห์. อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. สัมภาษณ์, 2565
- เอกสารหอจดหมายเหตุแห่งชาติ (2) สร0201.69/16, รายงานการประชุมคนะรัถมนตรี ครั้งที่ ๓๕/๒๔๘๕ วันพุธที่ ๑๕ กรกดาคม พ.ส. ๒๔๘๕ เรื่องจร ๑๗. เรื่องการส้างโรงลครเฉลิมชาติที่สวนมิสกวัน (ชุนห์, หมิว ฯลฯ).
ที่มาภาพ: ภาพที่ 1 Williams Hunt, 2489, ภาพที่ 2 วารสารท่องเที่ยวสัปดาห์, 2484