กลุ่มอาคารศาลยุติธรรม
ผู้ออกแบบ: พระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์), หมิว (จิตรเสน)
อภัยวงศ์ และหลวงบุรกรรมโกวิท (ล้อม ดิษยนิยม)
ปีที่สร้าง: พ.ศ. 2481–2486 (ไม่เสร็จสมบูรณ์)
สถานะปัจจุบัน: รื้อถอนใน พ.ศ. 2556 เหลือเพียงส่วนมุขทิศเหนือ
“อนุสรณ์เอกราชทางการศาลสมบูรณ์ที่สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์”
โครงการกลุ่มอาคารศาลยุติธรรมเป็นหนึ่งในโครงการก่อสร้างสมัยรัฐบาลคณะราษฎร
ภายหลังจากประเทศไทยได้ "เอกราชทางการศาล" คืนอย่างสมบูรณ์
(อธิปไตยโดยสมบูรณ์)
จากการที่รัฐบาลได้เร่งทำประมวลกฎหมายสมัยใหม่หลายฉบับ
สานต่อมาจากรัฐบาลสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนมาแล้วเสร็จเรียบร้อยครบทุกอย่างใน
พ.ศ. 2477 ประกาศใช้ใน พ.ศ. 2478
และนับจากจุดนี้รัฐบาลก็ได้พยายามดำเนินนโยบายเพื่อให้มีการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เสมอภาค
อันเป็นเหตุให้ไทยเสียเอกราชทางการศาลลง ซึ่งก็ได้มีประเทศต่างๆ
ทยอยแก้สนธิสัญญาใหม่มาเป็นลำดับ
จนในที่สุดประเทศไทยได้ลงสัตยาบันสนธิสัญญาใหม่กับประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศสุดท้ายใน
พ.ศ. 2481 ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีเอกราชทางการศาลสมบูรณ์อย่างแท้จริง
เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมใน พ.ศ. 2481
ได้บันทึกถึงเหตุผลในการก่อสร้างอาคารศาลนี้ไว้เมื่อวันที่ 25
พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 มีความตอนหนึ่งว่า
".....บัดนี้ประเทศสยามได้เอกราชในทางศาลคืนมาโดยสมบูรณ์แล้ว
จึ่งเป็นการสมควรที่จะมีศาลยุติธรรมให้เป็นสง่าผ่าเผยเยี่ยงประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย
เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการที่ได้อำนาจศาลคืนมา....."
โครงการกลุ่มอาคารศาลที่จะสร้างขึ้นใหม่นี้จะมีความใหญ่โต
และพื้นที่มากกว่าอาคารเดิมถึงสามเท่าด้วยผังรูปตัววี
ล้อไปกับรูปทรงของที่ดิน ประกอบด้วยอาคาร 3 หลัง
ที่ออกแบบขึ้นในคราวเดียวกันเพื่อให้เป็นกลุ่มอาคารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมอย่างครบวงจร
รูปแบบสถาปัตยกรรมศาลใหม่จะสร้างด้วยรูปลักษณ์แบบโมเดิร์น
ลดทอนลายละเอียดจากงานคลาสสิคลง
และแต่งลายผนังคอนกรีตด้วยการเซาะร่องเลียนแบบหิน
จุดเด่นที่สุดของโครงการศาลใหม่นี้คือส่วนศาลฎีกาติดสนามหลวงที่มีแผนจะสร้างมุขยอดโดมอย่างอาร์ตเดโค
ที่หากพิจารณาดูจะมีความคล้ายกับสภาไดเอทของญี่ปุ่นอย่างมาก
สถาปนิกผู้ออกแบบคือ พระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์)
ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมศิลปากร
ถือเป็นสถาปนิกที่มีบทบาทสำคัญในการก่อสร้างสถาปัตยกรรมหลายชิ้นในยุคสมัยนั้น
ร่วมกับสถาปนิกและวิศวกรหลายคน ได้แก่ หมิว อภัยวงศ์ หลวงบุรกรรมโกวิท
(ล้อม ดิษยนิยม) และเอฟ ปิโตโน
รวมถึงผู้มีความรู้เกี่ยวกับการศาลและกระบวนการยุติธรรม เช่น
หลวงจักรปาณีศรีศีลวิสุทธิ์ เป็นต้น
โครงการสร้างศาลครั้งนี้กินพื้นที่เต็มที่ดินของหน่วยงานศาลตั้งแต่ริมถนนราชดำเนินในถึงแนวคลองคูเมืองเดิม
จึงมีแผนที่จะรื้ออาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 ลงด้วย
เนื่องจากปัจจัยด้านการใช้สอยที่ไม่เพียงพอ
รวมถึงอาคารมีความเก่าทรุดโทรม แต่เมื่อถึงช่วงการก่อสร้างจริง
อาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมซึ่งเป็นอาคารหลังแรกนั้นก็ยังไม่ได้ถูกรื้อลงในช่วงเวลาดังกล่าว
เนื่องจากแผนงานของโครงการไม่ได้สร้างขึ้นในคราวเดียวกันทั้งหมด
แต่ได้ทยอยทำเป็นส่วน ๆ ไป
โดยอาคารส่วนแรกทางทิศเหนือเริ่มสร้างใน พ.ศ.2482 (อาคารปลายตัววี
ด้านหลังอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์)
เพื่อใช้เป็นที่ทำการของกระทรวงยุติธรรม
สร้างเสร็จและทำพิธีเปิดในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2484
(วันชาติและวันที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย)
อาคารหลังที่สองที่สร้างขึ้นคือ อาคารศาลอาญากับศาลอุทธรณ์
(อาคารปีกตัววี ขนานกับคลองคูเมืองเดิม) เริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2484
และทำพิธีเปิดเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2486
อาคารในกลุ่มนี้โดดเด่นด้วยรูปแบบที่เรียบเกลี้ยง หลังคาพาราเปต
ระเบียงเสาลอยขนาดใหญ่ของมุขทางเข้า
และการทำผิวปูนล้างเลียนแบบงานก่อหิน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ระงับโครงการก่อสร้างไว้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2485
เนื่องจากมีความต้องการย้ายเมืองหลวงไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์
(แต่ล้มเลิกในเวลาต่อมา) กระทั่งใน พ.ศ. 2502 รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์ ได้ดำเนินการรื้ออาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมสมัยรัชกาลที่ 5
ลงเพื่อสร้างอาคารหลังใหม่ คือ อาคารศาลฎีกาและศาลแพ่ง
ด้านถนนราชดำเนินใน โดยสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2506
มีรูปทรงคล้ายกับอาคารเดิม แต่มีการประดับตกแต่งแบบไทยประยุกต์
ปัจจุบันกลุ่มอาคารที่ทำการศาลยุติธรรมถูกรื้ออีกครั้ง
เพื่อสร้างอาคารศาลฎีกาใหม่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2556
เหลือเพียงส่วนมุขทางเข้าทางทิศเหนือ
อ้างอิง:
- ปฐมฤกษ์ วงศ์แสงขำ.
“แนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมของพระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช
สุขยางค์).” วิทยานิพนธ์ปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตรมหาบัณฑิต
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2564.
- สมชาติ จึงสิริอารักษ์. สถาปัตยกรรมศิวิไลซ์แห่งชาติ:
เส้นทางโหยหาของญี่ปุ่นและสยามช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่
20. กรุงเทพฯ: สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2563.
ที่มาภาพ :
ภาพที่ 1 หนังสือวัธนธัมทางการสาล พิมพ์ปี 2486, ภาพที่ 2 - 4
หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ถ่ายโดย William Hunt